ไม่สนคำคน จอย ชวนชื่น ผันตัวเป็นแม่ค้า จนคนเมาท์ว่าตกอับ พร้อมเผยความลับ เจอสามีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

 เป็นนักแสดงตลกที่มากด้วยความสามารถ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้วงการตลกไม่ปังเหมือนแต่ก่อน ทำให้สาวคนนี้ต้องปรับตัวทำทุกวิถีทางเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋า สำหรับ จอย ชวนชื่น ซึ่งถือว่าเธอก็เป็นอีกคนที่สู้ชีวิตแบบสุดๆ  ทำให้เธอต้องผันตัวเองจากนักแสดงสู่แม่ค้าขายของตามตลาดนัด ล่าสุด จอย ชวนชื่น ได้เปิดใจผ่านรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์, ธัญญ่า ธัญเรศ และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร

ชีวิตจริงเป็นคนตลกแบบนี้ไหม ?

จอย : ไม่ตลกเลย จะได้เป็นคนที่แบบเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา เงียบมากจนบางทีคนไม่ค่อยกล้าเข้ามาหาเรา เพราะคิดว่าเราเป็นคนดุ หรือดูน่ากลัวอะไรแบบนี้ แต่เวลาอยู่บนเวทีก็จะอีกเรื่องหนึ่ง เพราะนั่นเป็นหน้าที่ มันคือการแสดง แต่ในชีวิตจริงของเราไม่ได้ตลกขนาดนั้น เราไม่ใช่เกิดมาเพื่อตลก แต่เราเกิดมาเพื่อทำให้มันตลก

เห็นว่าสมัยก่อนงานเยอะมาก ?

จอย : ใช่ค่ะ สมัยก่อนงานเยอะมาก คือรับงานเยอะมากรับจนแบบงงไปหมด บางทีงาน 4-5 งานอยู่ในเวลาที่มันใกล้เคียงกัน จนไม่ไหวแล้ว ละครเกือบ 10 เรื่อง ถ่ายพร้อมกัน แต่เราต้องแบ่งเวลา คือเราไม่ใช่นางเอก เขาก็ไม่ใช้คิวเยอะ อาจจะอาทิตย์นึงใช้วันเดียว แล้วเราก็สลับสับเปลี่ยนกัน อาจจะไปตอนเช้า บ่าย หรือเย็น มืดดึกอะไรก็ว่ากันไป ตอนหลังก็ให้สามีมาช่วยจัดคิวให้แล้วก็ขับรถให้เรา แต่พอมามีลูกก็เลยต้องปล่อยทิ้งทุกอย่างให้กับลูก เพราะว่าเราจะไม่จ้างคน คือเวลาจ้างเราจะไม่รู้ว่าเขาดูแลลูกเราแบบไหน คือมันไม่สบายใจอะค่ะ
 เวลาจะไปทำงาน ทำยังไง ?

จอย : ก็ขับรถไปเอง เมื่อก่อนจะขับรถไม่เป็น พอมีแฟนเริ่มเข้ามาดูแล เราก็อยากจะเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอบ้าง แบบว่าให้เขามาดูแลเรา คือถ้าเราเก่งเกินไปผู้ชายมันจะไม่สนใจ เราต้องคิดแบบนี้ คือจริง ๆ ทำเองมันก็ทำได้นะแต่เราไม่อยากทำ อยากให้เขาดูแลบ้าง

เวลามีเงินเยอะ ๆ เคยคิดอยากทำศัลยกรรมหน้าตาตัวเองบ้างไหม ?

จอย : สวยอยู่แล้วไม่ต้องทำ จะทำไปทำไม เพราะเราคิดอยู่แล้วว่าเป็นคนที่ไม่ชอบเจ็บ คือไม่ชอบทำให้ตัวเองเจ็บ แล้วก็จะไม่ทำอะไรเลย มันจะเป็นยังไงก็เรื่องของมัน แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะปล่อยตัวไปเลยนะ เราก็ต้องมีการบำรุงเครื่องประทินผิวกันบ้าง แต่จะไม่ไปฉีดไป แต่ง เติม หรือยัดอะไรเข้าไป ต้องบอกว่ากลัวจริง ๆ คือตอนนั้นจะไม่มีใครที่หน้าตาสวยที่สุด เราสวยที่สุดแล้วสำหรับตลกนะ เจ็บที่สุดก็ตอนผ่าคลอดลูกที่โรงพยาบาลแค่นั้นเอง เพื่อลูกเรายอมทุกอย่าง

งานเยอะมาตลอด อยู่ดี ๆ งานหายไปเพราะอะไร ?



จอย ชวนชื่น

ภาพจาก รายการ คุยแซ่บShow

จอย : มันเป็นช่วงที่คนเราเก่าไปใหม่มา มันก็ต้องมีเป็นธรรมดา แล้วมันก็มีอยู่ช่วงหนึ่งจริง ๆ ที่มันสุด ๆ คือมันไม่มีจริง ๆ ละครไม่มี รายการซิตคอม 15 ปีที่เคยมีอยู่มันก็หายไป แล้วเราก็ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรที่จะมาเจออะไรแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีคนเดียวนะ คนอื่นก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วมันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไม่มีงานเลย คือไม่มีอะไรเลย แล้วเราจะอยู่ยังไง ถ้าเราไม่มีอะไรเลย เราจะเอาเงินเก่าที่เก็บอยู่มากินเหรอ คือกินไปมันก็หมดได้นะ ไหนจะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้าน เราเป็นหัวหน้าครอบครัวมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องหาอะไรทำ

แล้วกลายเป็นแม่ค้าขายของได้ยังไง ?

จอย : คือแรก ๆ เกิดจากการไปช่วยเขาก่อน พอขายดีเราก็รู้สึกสนุก หลัง ๆ เขาก็เริ่มจะให้เงินเรา แต่เราก็เกรงใจ ไม่อยากจะไปเอาเงินเขา แต่เราก็คิดว่า ถ้าเราไม่ได้เงินเราจะทำยังไงเพราะไหนจะค่าเหนื่อย ค่ากิน ค่าน้ำมันที่เราต้องไป เพราะฉะนั้นเราก็คิดที่จะทำอะไรสักอย่าง ไปอยู่คู่กับพี่เขา ตอนแรก ๆ ไม่มีอะไรเลยก็เอาเสื้อผ้าผู้หญิงมาขาย อยู่ใกล้ ๆ กัน ขายมาขายไปวันนึงรายได้ดีมาก ประมาณ 2-3 หมื่นเลย แล้วส่วนมากเวลาว่างเรามีเยอะ แต่หลัง ๆ เราก็เปลี่ยนมาขายขนม เพราะเสื้อผ้าขายไปเยอะ ๆ มันจม มันก็ได้กำไรแหละแต่มันน้อย พอมันจะหมดเราก็ต้องไปหาเพิ่ม แล้วเงินมันก็ต้องหมุนอยู่อย่างนั้นเราก็ไม่ได้ใช้สักที ก็เลยคิดว่าหันมาขายขนมดีกว่า

แล้วมีคนที่จำได้ เข้ามาทัก เรารู้สึกอายบ้างไหม ?

จอย : ใช่ค่ะ ก็มีเหมือนกัน บางทีเขาก็พูดตายแล้วดารามาเป็นแม่ค้าแล้วแม่ค้าจะทำยังไง เราก็เลยบอกว่า คุณไม่ต้องทำอะไรค่ะ ขายไปตามปกติของคุณ เพราะว่าเราไม่ได้มาแย่งอาชีพ คือเวลาที่เราว่างเราก็อยากพบปะสังสรรค์ผู้คนบ้าง เวลาเราขายเราก็ให้เขาถ่ายรูป คนที่ชื่นชอบเรา เขาก็มาอุดหนุนเรา เขากินแล้วเขารู้สึกอร่อย เขาก็จะได้ไปบอกต่อ แต่เราก็รู้สึกว่าไม่อายหรอก ขนาด เทพ โพธิ์งาม ยังไม่อายแล้วฉันจะอายทำไม การทำมาค้าขาย หรือทำมาหากิน พ่อจะบอกตลอดว่า อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา เพราะฉะนั้นทำอะไรได้ทำ อย่าไปงอมืองอเท้า หรือคิดว่าฉันเป็นดารา ฉันจะลงไปขายอย่างนี้ไม่ได้หรอก ไม่จำเป็นเลยค่ะ
 กลัวคนคิดว่าเรา "กำลังตกอับ" ไหม ?

จอย : มันก็มีนะ บางคนเขาก็มาบอกเรา ให้กำลังใจเราคิดว่าเรากำลังตกอับ แต่เราจะไม่ดราม่ากับเขา ใครจะดราม่าอะไรยังไงก็แล้วแต่ ฉันสนุกกับการทำงาน เราเป็นคนชอบทำงาน คือทำอะไรก็ได้ อยู่บ้านเฉย ๆ 2 วันก็ปวดหัวแล้ว จะเป็นคนแอคทีฟตลอดเวลา ต้องหาอะไรทำ ไม่ชอบอยู่เฉย ๆ

แล้วมาขายน้ำส้มเพื่อสุขภาพ ได้ยังไง ?

จอย : ขายขนมไปสักพักมันก็เบื่อ คนกินบ่อย ๆ มันก็เริ่มเบื่อ ก็เลยคิดหาอะไรใหม่ ๆ ทำ ก็คิดว่าจะต้องเป็นน้ำแล้วคนกินทุกวัน เป็นเรื่องการรักสุขภาพ เพราะว่าคนสมัยนี้รักสุขภาพกันมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นน้ำส้มคั้นสด ไม่ใส่สารกันบูด อยู่ได้ 1 อาทิตย์ แต่ขนมควันโขมงก็ยังอยู่นะ ไม่ได้ไปไหนยังขายอยู่ปกติ แต่แค่เอาอันนี้มาเสริมเฉย ๆ วันนึงขายได้เกือบพันขวดนะ ตอนนี้ก็คิดที่จะทำแบบขายส่งด้วย เป็นแบรนด์ของตัวเราเองเลย

คิดว่าตอนนี้จับทางถูกในชีวิตแล้วหรือยัง ?

ภาพจาก รายการ คุยแซ่บShow

จอย : ไม่รู้เหมือนกันว่าจับทางถูกหรือเปล่า ก็ทำไปเรื่อย คือถ้าเทียบรายได้ ถ้าเป็นดาราหรือนักแสดง รายได้มันดีกว่าอยู่แล้ว มันจะไปเที่ยวแบบนั้นไม่ได้ แต่แบบนั้นมันได้ทุกวัน สามารถออกไปแล้วคว้าเงินได้เลย แค่ต้องขยันหน่อยเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นดาราเนี่ย มันต้องรอไง งานที่ได้เงินสดมันก็มี ถ้างานที่มันไม่ได้ก็ต้องรอไปอีก 3-4 เดือน กว่าจะได้กลับมาอะไรแบบนี้ มันก็ต้องมีการลงทุนไปก่อน ก็เลยเป็นว่า อะไรก็ได้ที่สามารถทำได้ทำ ถ้ามีงานรายการหรือละครก็ไปทำ ว่างจัดงานละครรายการ ก็ไปขายของ วางแพลนเอาไว้ว่าอาจจะไม่ได้ออกไปทุกวัน แต่ต่อไปอาจจะทำแบบนี้ให้เข้ามารับแล้วเราก็ส่ง หรือไปเปิดบูธเปิดอะไรให้เขาอะไรแบบนี้

เจอสามีตั้งแต่ 5 ขวบจริงหรือเปล่า ?



จอย : คือพ่อเขากับพ่อเราเป็นเพื่อนกัน แล้วพ่อเขาต้องไปเล่นลิเกอะไรแบบนี้ก็เลยเอาลูกมาฝากไว้ แล้วเราก็โตมาด้วยกัน ก็อยู่กันมาหลายปีนะ ตั้งแต่ 5 ขวบจนถึง 10 ขวบแล้วเขาก็มากรุงเทพฯ เราก็ไม่เจอกันเลย มาเจอกันอีกทีก็ตอนที่เราเล่นตลกแล้ว ตอนอายุประมาณ 20 เจอกันแล้วก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่นะ ยังไม่ได้เป็นแฟน ช่วงนั้นเขาก็จะมีผู้หญิงเยอะ เป็นหนึ่งในทีมงานของตลก ส่วนเราตอนนั้นเป็นตลกก็จะคุยกันแล้วก็สนิทมาก
แล้วมาเริ่มเป็นแฟนกันตอนไหน ?

จอย : ก็คุยกันมาเรื่อย ๆ ค่ะ มีอยู่วันหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้นเราก็เป็นสาวแล้วด้วย ก็มีคนมาชอบเยอะ แล้วพี่จิ้มก็กลัวว่าเราเนี่ยจะไปเป็นเมียน้อยใคร เพราะเราเองก็ทำเงินได้แล้ว ก็กลัวว่าผู้ชายที่เข้ามามันจะไม่ได้รักเราจริง กลัวจะรักที่เรามีเงิน ก็เลยบอกให้เค้านี่แหละมาดูแล คอยคุ้มเราหน่อย คล้าย ๆ กับบอดี้การ์ด แล้วเราก็ช่วยสับรางให้เขาด้วย แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปลิ้งก์กันตอนไหน สับไปสับมาก็เลยสับเข้ารางตัวเอง ก็คบกันตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เลย

อยากจะบอกอะไรกับคุณสามีบ้าง ?

จอย : คือมันอยู่ด้วยกันมาเป็นทั้งเพื่อน พี่ ผัว พ่อ คือสารพัด สรุปเขาก็เป็นคนดีนะ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แต่ดีสำหรับเรา แล้วเราก็คิดว่าเขาดีที่สุดแล้ว ก็จะดูแลแบบนี้กันต่อไป เพราะเรายังมีลูกที่จะต้องดูแลกันอยู่ และก็ขอให้เขารักเราแบบนี้ตลอดไปแล้วกันนะ


EmoticonEmoticon